เปิดหวยซอง > ตำนานความเชื่อ
ตำนานความเชื่อ.. รุ้งกินน้ำกับความเชื่อในสมัยโบราณ

ตำนานความเชื่อ.. รุ้งกินน้ำกับความเชื่อในสมัยโบราณ

คนยุคนี้รู้จักความเชื่อเรื่องรุ้งกินน้ำกันไหม รุ้งกินน้ำ เส้นสีที่พาดผ่านท้องฟ้าปรากฏการณ์ธรรมชาติหลังฝนตกที่ปัจจุบันไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนักโดยเฉพาะเมืองหลวงเพราะผู้คนอยู่แต่ในตึกและเอาแต่ก้มหน้าไสลค์หน้าจอหรือวันๆเอาแต่คลิ๊กกดไลค์ ต่างจากชาวบ้านตามต่างจังหวัดที่มักจะคอยมองหลังฝนตกว่าจะมีรุ้งกินน้ำสีสวยสดใสให้ได้ชมกันไหม ซึ่งรุ้งกินน้ำนั้นเกิดจากแสงแดดส่องกระทบกับละอองน้ำทำให้เกิดการหักเหของแสงและทำให้เราเห็นเป็นเส้นสี 7 สีที่สวยงาม แต่ใครจะรู้ว่ามีความเชื่อเกี่ยวกับรุ้งกินน้ำกับเขาด้วย เชื่อหรือไม่ว่าเรื่องของความเชื่อเรื่องรุ้งกินน้ำนั้นมีหลายหลากและหลายชนชาติด้วยซึ่งวันนี้เราจะมาเล่าให้ฟัง ความเชื่อต่างๆเกี่ยวกับรุ้งกินน้ำ ห้ามชี้รุ้งกินน้ำที่อยู่ทางทิศตะวันออก ความเชื่อ นี้มีอยู่ในประเทศจีนโดยเชื่อกันว่าหากใครชี้ไปที่รุ้งกินน้ำในทิศดังกล่าวจะประสบแต่โชคร้ายและอาจทำให้นิ้วที่ชี้นัดเกิดอุบัติเหตุหรือมีแผล ซึ่งคล้ายๆกับที่คนไทยบอกว่าห้ามชี้รุ้งกินน้ำเดี๋ยวนิ้วจะขาด นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในประเทศทิเบตซึ่งเขาเชื่อกันว่า คนทิเบตคนแรกนั้นเดินลงมาจากรุ้งกินน้ำจากฟ้าสู่ขุนเขาและเป็นต้นกำเนิดของความเชื่อที่ว่าหากชาวทิเบตคนไหนที่ฝักใฝ่ในธรรมะและศึกษาจนบรรลุเมื่อตายไปจะกลายเป็นรุ้งกินน้ำด้วย ส่วนละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงของเราอย่างกัมพูชาเชื่อกันว่า รุ้งกินน้ำ คือคันศรของของพระอินทร์ที่กำลังโก่งคันยิง ส่วนบ้านเรานั้นอย่างที่บอกคือหาก ชี้รุ้งกินน้ำนิ้วจะขาด จะด้วนต้องแก้เคล็ดโดยการเอามือเช็ดก้น และยังมีความเชื่อของคนมอญที่ว่ากันว่าชี้รุ้งกินน้ำแล้วจะโชคร้าย จริงไม่จริงไม่รู้ได้ยินแต่เขาบอกมา เรื่องความเชื่อนั้นเราคงบอกไม่ได้ว่าจริงหรือไม่จริงเพราะก็ชี้กันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่คนสมัยนี้ยุคนี้อาจไม่เคยได้รู้จักเรื่องราวแบบนี้และเห็นเป็นเรื่องงมงายหรือนิทานหลอกเด็ก แต่เราเชื่อว่าผู้ใหญ่ในสมัย โบราณ นั้นอาจจะเล่าเรื่องนี้เป็นกุศโลบายอะไรสักอย่างเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติแบบนี้ หรือมีที่มาที่ไปแบบที่เราคาดไม่ถึงเช่น มีคนไปชี้แล้วประสบอุบัติเหตุ หรือเห็นเงาอะไรสักอย่างจึงคิดเป็นเรื่องราวขึ้นมา เรื่องแบบนี้มันก็เป็นความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยรอบตัวที่เราสามารถเอาไว้เล่าเป็นนิทานก่อนนอนให้ลูกหลานฟังก็ได้ อย่าคิดว่ามันไร้สาระเพราะอะไรๆบางอย่างที่ไร้สาระมันก็กลายเป็นสาระได้เช่นกัน ติดตาม หวยออนไลน์ ได้ที่ แอดไลน์ไอดี @lotto88 หรือกดลิ้งค์นี้

ตำนานพระพุทธรูปลอยน้ำ หลวงพ่อโต วัดบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

ตำนานพระพุทธรูปลอยน้ำ หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน สมุทรปราการ

ตำนานหลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อครั้งกาลก่อนมีตำนานเล่าว่าพระพุทธรูปพี่น้อง 3 องค์ ล่องลอยมาตามน้ำจากทางเหนือ เมื่อมาถึงตำบลบางขวัญและตำบลบ้านใหม่ ก็ได้แสดงปาฏิหารย์ให้ชาวบ้านเห็นโดยการลอยทวนน้ำ ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณนี้ว่า “สามพระทวน” และเพี้ยนไปเป็น “สัมปทวน” ในเวลาต่อมา จากนั้นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ก็ลอยต่อไปจนถึงคุ้งน้ำ เมื่อชาวบ้านรู้ข่าวก็พากันฉุดพระให้ขึ้นมาบนฝั่งด้วยเชือก แต่ทำเท่าไรก็ไม่สำเร็จ จน ตั้งชื่อบริเวณนี้ว่า “บ้านบางพระ” จากที่นี่องค์พระได้ลอยต่อไปถึงคลองเล็ก ๆ จากนั้นก็ลอยวน จนทำให้สถานที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “แหลมหัววน” หลังจากนั้น ชาวบ้านได้ทำการอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นฝั่ง แต่ก็ยังไม่สำเร็จ สุดท้ายต้องทำพิธีตั้งศาลเพียงตาขึ้นมาบวงสรวง จึงสามารถอัญเชิญพระพุทธรูปองค์เล็กขึ้นฝั่งมาได้อย่างง่ายดาย เมื่อขึ้นฝั่งมาแล้ว ก็ได้นำไปประดิษฐานไว้ที่วัด แล้วถวายนามพระว่า “พระโสทร” ซึ่งหมายถึงพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ล่วงมาจนถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โสธร” ซึ่งแปลว่าสะอาด ส่วนพระพุทธรูปองค์ใหญ่ได้ลอยเรื่อยไปไปจนถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านประมาณ 3 แสนคนที่พบเห็นต่างเข้ามาช่วยฉุดขึ้นฝั่ง แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ต่อมาสถานที่ตรงนั้นจึงถูกเรียกชื่อว่า “สามเสน” หลังจากนั้นพระพุทธรูปองค์นี้ไดลอยไปผุดที่แม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ชาวประมงที่พบเห็นจึงอาราธนาขึ้นประดิษฐานไว้ที่วัดแหลมจนเรียกกันติดปากว่า หลวงพ่อวัดบ้านแหลม และพระพุทธรูปองค์กลางได้ลอยน้ำไปผุดที่วัดบางพลีใหญ่ใน สมุทรปราการ ชาวบ้านที่พบเห็นแถบนั้นจึงอาราธนาขึ้นประดิษฐานที่วัดบางพลี […]

แอนนาเบล ตุ๊กตาปีศาจ ตำนานความเฮี้ยนตุ๊กตาสยองขวัญ

แอนนาเบล ตุ๊กตาปีศาจ ตำนานความเฮี้ยนตุ๊กตาสยองขวัญ

แอนนาเบล ตุ๊กตาปีศาจ สู่ภาพยนตร์ The Conjuring จากภาพยนตร์หลอนประสาทอย่าง The Conjuring ตุ๊กตาแอนนาเบลได้เข้าไปมีส่วนในการสร้างความเขย่าขวัญเป็นอย่างมาก และมันมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ในช่วงปี 1970’s เมื่อคุณแม่ท่านหนึ่งได้ซื้อตุ๊กตาเย็บจากผ้าให้เป็นของขวัญวันเกิดให้กับ ดอนน่า ลูกสาวนักศึกษาวิชาพยาบาลของเธอ ดอนน่าวางตุ๊กตาตัวนี้ไว้บนเตียง แต่แล้วเธอกับรูมเมทก็เริ่มสังเกตเห็นอะไรแปลก ๆ เมื่อพบว่า แอนนาเบล มักเปลี่ยนท่าทางไปจากเดิมที่เคยเห็นทุกครั้ง จากท่านั่งเหยียดขาก็กลับกลายเป็นนั่งไขว่ห้างมือกอดอก เมื่อหนักข้อขึ้นก็ถึงกับเปลี่ยนที่อยู่ไปเสียเฉย ๆ เมื่อเธอพบว่ามันไปนอนอยู่บนเตียง ทั้ง ๆ ที่ก่อนออกไปเรียนเธอวางมันไว้นอกห้องนอน และปิดประตูเรียบร้อยดีแล้วด้วย ดอนน่าและเพื่อนร่วมห้องตัดสินใจหาคำตอบไขความสงสัย ด้วยการใช้คนทรงช่วยสืบหาความเป็นมาของตุ๊กตา จึงได้คำตอบว่ามันถูกเข้าสิงโดยวิญญาณของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ตายลงในพื้นที่นี้ก่อนที่อพาร์ทเม้นท์จะถูกสร้างขึ้น และวิญญาณของเธอก็อยากจะอยู่กับพวกดอนน่าด้วย เมื่อได้ฟังเช่นนี้ดอนน่าก็รู้สึกผูกพันกับตุ๊กตา และยังคงเก็บครอบครองมันไว้ แต่เหตุการณ์แปลก ๆ ก็ยังคงไม่หายไป นอกจากท่าทางและการเปลี่ยนห้องที่อยู่ของตุ๊กตาโดยพลการแล้ว วันหนึ่งเพื่อนที่มาพักกับเธอก็ถูกจู่โจมโดยอะไรบางอย่าง จนเกิดรอยแผลเลือดซิบที่หน้าอก และยังพบว่ามีรอยคล้ายนิ้วมือเล็ก ๆ อีก 7 นิ้วปรากฏอยู่ด้วย คราวนี้ดอนน่าจึงไปขอความช่วยเหลือกจากสองสามีภรรยาเอ็ด และ ลอเรน วอร์เรน ผู้เชี่ยวชาญในการสืบเสาะเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ และก็ได้คำตอบเกี่ยวกับตุ๊กตาตัวนี้ที่แตกต่างไปจากเดิม มันไม่ได้ถูกสิงด้วยวิญญาณเด็กผู้หญิง แต่เป็นปีศาจต่างหากที่พยายามอาศัยร่างของตุ๊กตาเพื่อให้ได้ใกล้ชิดและเข้าครอบครองร่างของคนในที่สุด เอ็ดและลอเรนได้แนะนำให้ดอนน่าล้างความชั่วร้ายออกไปจากอพาร์ทเม้นนี้ […]

ตำนานสิ่งมีชีวิตลี้ลับทั่วโลก ตอน Ebu Gogo คนจิ๋วแต่แจ๋ว

ตำนานสิ่งมีชีวิตลี้ลับทั่วโลก ตอน Ebu Gogo คนจิ๋วแต่แจ๋ว

  มาทำความรู้จักกันก่อนเลยนะคะ กับ Ebo Gogo สิ่งมีชีวิตลี้ลับอีกชนิดหนึ่งคงเป็น เจ้าตัวนี้ Ebu Gogo ซึ่งตามตำนานมีการบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งมีหลายคนได้ค้นพบเจ้าสัตว์ลึกลับชนิดหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มคนตัวเล็กๆอาศัยอยู่ด้วยกัน มีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์ในสมัยนั้นมากๆพวกมันมีแขนยาว และการเดินเหมือนมนุษย์ สูงประมาณหนึ่งเมตรเท่านั้น มีขนดกคลุมทั้งตัว พวกมันมักจะพึมพำคุยกันด้วยภาษาที่พวกมนุษย์ไม่เข้าใจเพราะเชื่อกันว่าเป็นภาษาเฉาะของพวกเขาเท่านั้น พวกเขามีถิ่นที่อยู่อาศัยภายในเกาะ Flores เป็นเกาะที่มีป่าร้อนชื้นของอินโดนีเซียที่ยังไม่เคยมีใครสำรวจก็เป็นได้ มาตั้งแต่สมัยโบราณไปจนถึงศตวรรษที่ 19 ก็ได้หายสาบสูญไป   ตามตำนานเล่าขานกันมาว่า ในตำนานมีการเล่ามาว่าพวกเขาเหล่านี้ถูกเรียกว่า “อีบู โกโก” ซึ่งเป็นมนุษย์ตัวเล็กมากๆที่ชอบเข้ามาทำลายพืชและสัตว์ของมนุษย์ที่ได้เลี้ยงและปลูกไว้จนเสียหาย เพื่อใช้กินเป็นอาหาร จนทำให้พวกมนุษย์โกรธแค้นเป็นอย่างมากและได้มีการสืบหาร่องรอยของพวกเขาจนพบและได้ฆ่าพวกเขาเหล่านี้จนสูญพันธุ์ในถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งมีการเขียนบันทึกเป็นภาพฝาผนังด้วย   นักวิทยาศาสตร์ พยายามค้นหาความจริงของ Ebo Gogo ซึ่งต่อมาในปี 2003 เหล่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้มีการออกสำรวจและค้นพบกระดูกพวกเขาเหล่านี้ในถ้ำหินปูนที่มีชื่อว่า Liang Bua และการค้นพบครั้งนี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญมากอีกด้วย เพราะถือว่ากระดูกที่ค้นพบนี่เป็นของมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ และมีการตั้งชื่อเล่นว่า ฮอบบิต อีกด้วย แต่ทว่ามีหลายคนได้ออกมาตั้งประเด็นถกเถียงข้อสันนิษฐานนี้โดยได้บอกว่าซากมนุษย์จิ๋วที่ค้นพบเหล่านี้คือโฮโม ซาเปียนส์ ทั่วไป แต่มีร่างกายที่แคระแกร็นและได้หยุดการเจริญเติบโตไปแล้ว อันเนื่องจากภาวะขาดสารไอโอดีน และสารอาหารสำคัญต่างๆสำหรับเด็กทารกอีกด้วยในระหว่างที่อยู่ในครรภ์มารดา เพราะอันเนื่องจากเกาะแห่งนี้มีอาหารอยู่น้อยนี้เองทำให้ปัจจุบันจึงยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เจ้าพวกนี้มีตัวตนจริงๆหรือไม่ ก็ต้องรอการพิสูจน์ต่อไปในอนาคต จึงทำให้เจ้าตัวนี้เป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับอีกชนิดหนึ่งนั้นเอง

ตำนานสิ่งมีชีวิตลี้ลับทั่วโลก ตอน Shadow People เงามรณะ

ตำนานสิ่งมีชีวิตลี้ลับทั่วโลก ตอน Shadow People เงามรณะ

  เรื่องราวของสัตว์ประหลาดที่มีตัวตนแบบลึกลับ สำหรับเจ้าตัวนี้ไม่พูดถึงคงเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมีอยู่เป็นตัวตนมากๆถูกพูดถึงบ่อยมากในสมัยก่อน ซึ่งน่าจะเป็นปรากฏการณ์ลึกลับมากกว่าจะเรียกว่าสัตว์ลึกลับซะอีกสำหรับเจ้าตัวนี้สำหรับ คนเงา ที่คนทั่วโลกเชื่อว่าได้มีการพบเห็นตัวมันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้เลยทีเดียว เพราะมันอยู่กับคุณแทบทุกที่เลยที่เดียว ใครไม่มีเงาคงได้หลอนกันไปอีกแบบแน่นอน   รูปร่างของมันมีลักษณะคือจะเห็นเป็นเงาที่มีรูปร่างคล้ายคนและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ทั้งๆ ที่พื้นที่ที่มองเห็นมันนั้นโดยรอบนั้นมันไม่มีคนเป็นๆ อยู่เลยแบบจะเป็นเงาใครคงไม่ใช่แน่นอน บางคนก็มองเห็นมันในรูปแบบของเงามืดกึ่งโปร่งใส ไม่มีหน้าไม่มีจมูกมีเพียงดวงตาสีแดงที่จ้องมองเราอีกด้วย และพวกเขาก็จะหายไปทันทีที่มีคนเห็นตัวมันด้วย ถ้าเป็นประเทศไทยคงเป็นผีแน่นอนค่ะ   นอกจากนี้ยังมีการรายงานว่ามีการถูกทำร้ายและถูกล่าโดยสิ่งที่เป็นเงารูปร่างคนด้วยนี้อีกด้วย ซึ่งบางครั้งก็มีการพบเห็นว่ามันมีขนาดตัวมันก็ใหญ่กว่าคนปกติอีกด้วย แน่นอนว่าสำหรับคนไม่เชื่อก็ค้านว่าการที่มองเห็นมันเป็นภาพลวงตาของแสการหักเหของแสงที่ทำให้มองเห็นใหญ่ขึ้น หรืออาจจะเป็นอาการประสาทหลอนที่มองเห็นเงาของตัวเองนั้นกลายเป็นรูปร่างคนขึ้นมา หรืออาจจะเป็น อาการหลับตื่น(Hypnagogoia) ที่บุคคลอยู่สภาพระหว่างนอนและตื่นหรือกึ่งหลับกึ่งตื่นนั้นเอง ทำให้มองเห็นสภาพแวดล้อมและเกิดการจิตนาการเหมือนฝันมองเห็นเงาเหล่านี้เคลื่อนที่อิสระได้ด้วย  จึงไม่สามารถสรุปได้ว่ามันมีตัวตนจริงๆหรือว่ามันเป็นเพียงจินตนาการของคนเราเท่านั้น

ตำนานสิ่งมีชีวิตลี้ลับทั่วโลกตอน Springheel Jack คนหรืออะไร

ตำนานสิ่งมีชีวิตลี้ลับทั่วโลกตอน Springheel Jack คนหรืออะไร

  ตำนานสิ่งมีชีวิตลึกลับที่จะมาบอกต่อกันในวันนี้เป็นเรื่องราวของชายที่มีส้นเท้าเป็นสปริง หรืออาจจะติดตั้งภายใต้ร้องเท้าก็ไม่ทราบแน่ชัด เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นในรัชสมัยที่อังกฤษ ปกครองโดย พระมหากษัตริย์ อเล็กซานดรีนา วิกเตอเรีย โดยเรื่องราวของชายที่มีส้นเท้าเป็นสปริงได้เริ่มออกมาอาละวาดในอังกฤษช่วง 1836-1986 ได้มีการกล่าวขานกันว่าเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ (หรืออาจเป็นคนปลอมตัวมาก็เป็นได้) โดยตัวมันนั้นมีความสามารถพิเศษที่ยากจะทำได้ในคนปกติ คือ สามารถกระโดดได้สูงอย่างมากที่มนุษย์คนไหนก็ไม่สามารถกระโดดได้และเหมือนกับว่าร้องเท้าของมันติดสปริงด้วย แปลกจริงๆ   นอกจากนั้นรูปร่างของตัวมันก็ไม่เหมือนกับคนอีกด้วย ซึ่งมีคำให้การของพยานคนหนึ่งซึ่งบอกว่าตนเองนั้นได้เคยเผชิญหน้ากับมันตรงๆมาแล้วพร้อมกับบรรยายความรู้สึกอย่างน่าขนลุกอีกด้วยว่า รูปร่างของมันนั้นสูงและผอม อีกทั้งหน้าตาของมันเหมือนภูตผีปีศาจมากกว่าจะเป็นคนแน่นอน ที่มือของมันมีอุ้งมือมีขนมีเล็บยาวๆ มีดวงตาเหมือนลูกบอลสีแดงที่ลุกเป็นไฟตลอดเวลา ใส่หมวกด้วยสีคล้ำๆ ใส่กางเกงที่มีสีขาว มีการสวมเสื้อคลุมสีดำและเวลาปรากฏตัวจะชอบกางผ้าคลุมอีกด้วยทำให้เวลามันกระโดดนั้นดูราวกับว่ามันเป็นมนุษย์ค้างคาวยังไงอย่างงั้นเลย   นอกจากนั้นในสมัยนั้นยังได้มีการรายงานเกี่ยวกับเจ้าตัวนี้แบบเวอร์ๆ ออกมาเป็นระลอกๆอีกด้วย สร้างข่าวส่งเสริมให้ดูเหมือนว่าชายส้นเท้าสปริงนี่ได้กลายเป็นสัตว์ประหลาดเข้าไปใหญ่ และสร้างข่าวลือแปลกๆไปทั่วอังกฤษในตอนนั้น ข่าวได้รายงานมาดังนี้ เช่น ลมหายใจออกสีน้ำเงินอีกทั้งยังมีฟันแหลมคล้ายแวมไพร์อีก มีหูและจมูกแหลม สามารถพ่นเปลวไฟสีขาวออกจากปากได้ ทำให้ประชาชนเชื่อว่าเจ้าตัวนี้ไม่ใช่คนอย่างแน่นอนได้ไม่ยากเลย   ต่อมาได้มีทฤษฎีและข้อสันนิษฐานต่างๆจำนวนมากมายที่นำอธิบายฆาตกรเหนือธรรมชาติรายนี้อีกด้วย เช่นมันอาจเป็นลิงที่หลุดจากละครสัตว์ที่สามารถกระโดได้สูงมากๆ เพราะถูกฝึกมาดี นักแสดงชายชราโรคจิตที่ตระเวนออกหาเหยื่อ นักมายากลประหลาด หรือสัตว์ลึกลับที่ไม่สามารถพิสูจน์ตัวตนได้ นอกจากนี้ยังบางคดีที่มีคนมาลอกเลียนแบบชายส้นเท้าสปริงอีกด้วย แต่ในที่สุดแล้วสุดท้ายจริงๆของคดีนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาตลอดกาลและเรื่องราวก็ได้กลายเป็นตำนานในเวลาต่อมา ที่เล่ามาจนในปัจจุบัน โดยที่ชื่อของมันก็ได้ปรากฏอยู่ในนิทาน, นวนิยาย หรือแม้กระทั่งหนังภาพยนตร์ต่างๆ ชายส้นเท้าสปริงได้ปรากฏขึ้นในฐานะฮีโร่ได้ปราบปรามผู้ร้ายอีกด้วย นับว่าแปลกประหลาดพอสมควร

สุดประหลาดใจ ตำนานสัตว์ประหลาดลึกลับ Beast of Bray Road

สุดประหลาดใจ ตำนานสัตว์ประหลาดลึกลับ Beast of Bray Road

  เรื่องราวตำนานของสัตว์ประหลาดที่ลึกลับ ไม่สามารถพิสูจน์ตัวตนของมันได้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เจ้าตัวที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้ คือเจ้าตัวนี้เลย Beast of Bray Road ซึ่งเจ้าตัวนี้ได้ไปปรากฏตัวอยู่ในอเมริกานั้นเอง แต่ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่ามันมีตัวตนจริงๆ   เรื่องราวของสัตว์ป่าไม่สามารถระบุตัวตนได้ แห่งถนนเป่าแตร เจ้าตัวนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วในอเมริกาว่ามันเป็นสัตว์ลึกลับ เจ้าตัวนี้มีคนพบเห็นมันอาศัยออยู่ในรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 1936 (แต่รายงานจริงๆ จัง ในปี 1980) มันมีรูปร่างที่เหมือนกับมนุษย์หมาป่า คือสุนัขเดินสองขาแบบมนุษย์ด้วย สูงประมาณหกฟุตโดยประมาณ มีทรงผมกระเซิงออกฟูตลอดเวลาอีกด้วย ใบหน้าของมันคล้ายกับสุนัขป่ามีดวงตาสีเหลืองเรืองแสงในยามค่ำคืนอีกด้วย   แต่ในบางข่าวลือหรือบางคนก็บอกว่าคล้ายกับเจ้าตัวบิ๊กฟุต และมันก็สามารถแปลงร่างเป็นสุนัขป่าได้นั้นเอง ถ้าในสมัยนี้คงเป็นมนุษย์หมาป่าหรือ แวร์วูฟนั้นเอง ตัวมันนั้นมีกลิ่นเหม็นสุดจะทนอีกด้วย สาเหตุที่มันถูกเรียกชื่ออย่างนี้ก็เพราะว่ามันมักปรากฏตัวบนถนนในช่วงเวลาไม่ปรากฏแน่ชัดเท่าไหร่นัก แน่นอนว่าย่อมมีคนไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน และคนที่ค้านก็บอกว่ามันเป็นเพียงแค่หมาป่าธรรมดาเท่านั้น ที่คนพบเห็นเข้าใจผิดแล้วทำให้เกิดอุปทานหมู่ว่ามันเป็นมนุษย์หมาป่าหรืออะไรต่างๆมากมาย แต่ตั้งแต่วันนั้นจนปัจจุบันก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าตกลงมันคือตัวอะไรกันแน่ ไม่มีที่มาที่ไปแน่ชัดด้วย

ความเชื่อเรื่องแมวกับพลังลี้ลับ

ความเชื่อเรื่องแมวกับพลังลี้ลับ

  แมวเป็นสัตว์ที่ถูกมองว่ามีอำนาจลึกลับอยู่ในตัว  เป็นเรื่องแปลกอยู่มากที่แต่ละประเทศในโลกที่พูดกันคนละภาษาแต่กลับเห็นตรงกันว่าแมวนั้นถูกเชื่อมโยงกับความโชคร้าย เจ็บป่วย ความตาย     ความเชื่อแมว9ชีวิตเป็นสิ่งปรากฏอยู่ในหลายประเทศ   ภาพยนตร์หลายเรื่อง  เป็นความเชื่อที่เชื่อว่ามันไม่มีวันตาย    ยิ่งเป็นแมวดำยิ่งมีอาถรรพ์เยอะ ความเชื่อที่ตรงกันชองไทยและจีนคือ  หากแมวดำตัดหน้าระหว่างเดินทาง หรือแมวข้ามโลงศพเป็นลางไม่ดีอย่างมาก  คนตายในโลงจะเฮี้ยน ไม่ยอมไปสู่สุขคติ      ซึ่งหนังผีไทยได้ใช้แมวดำกระโดดข้ามเป็นฉากเปิดตัวเวลาผีจะออกจากโลงเป็นประจำ ในอินเดียเชื่อว่า  แมวดำเป็นแมวผี และเกี่ยวข้องกับความตายของทารก บ้านไหนมีเด็กเกิดใหม่จะไม่ให้มีแมวดำมาป้วนเปี้ยนใกล้บ้าน       ในอิตาลีมักจะไม่ให้แมวมาใกล้คนป่วย  เพราะหากแมวไปอยู่ใต้เตียงคนป่วยคนไหนแสดงว่าคนนั้นใกล้จะตายในไม่ช้า   แต่ไม่ใช่ทุกประเทศที่จะกลัวแมว  เราลองมาดูประเทศที่เชื่อว่าแมวคือโชคดีกันบ้าง    ในประเทศญี่ปุ่นนั้น เชื่อว่าแมวเกี่ยวข้องกับโชค โดยเราจะเห็นรูปแมวกวัก3ตัวสำหรับร้านค้าของคนญี่ปุ่น  หมายถึงเรียกเงินทอง เข้าร้านนั่นเอง       ประเทศที่เชื่อสวนทางกับประเทศอื่นอีกก็คืออังกฤษ   พวกเขากลับมองว่าแมวดำคือสัญลักษณ์ของความโชคดี    เป็นสัตว์ที่มาคุ้มครองผู้อยู่อาศัยในบ้าน   โดยเฉพาะครอบครัวชาวประมงอังกฤษเชื่อว่าเลี้ยงแมวไว้เพื่อปกป้องสามีที่ออกเรือไปหาปลาและประเทศใกล้เคียงกันอย่างประเทศสก็อตแลนด์นั้น  เชื่อว่าหากแมวดำวิ่งผ่านบ้านล่ะก็ เตรียมรับทรัพย์ได้เลย จะมีโชคในไม่ช้า   อันที่จริงแล้วความกลัวหรือความกังวลเรื่องแมว ถูกอธิบายในทางจิตวิทยาว่า เป็นเพราะดวงตาของมันที่มักจะแวววาวสู้แสงไฟในตอนกลางคืน  มันมักจะมาด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาจนเราไม่รู้ตัว ทำให้เรารู้สึกตกใจเมื่อมันร้องออกมาตอนอยู่ใกล้ๆและไม่สบายใจที่จะสบตากับมันในตอนกลางคืน 

wordpress hit counter