เปิดหวยซอง > ความเชื่อ
ตำนานความเชื่อ.. รุ้งกินน้ำกับความเชื่อในสมัยโบราณ

ตำนานความเชื่อ.. รุ้งกินน้ำกับความเชื่อในสมัยโบราณ

คนยุคนี้รู้จักความเชื่อเรื่องรุ้งกินน้ำกันไหม รุ้งกินน้ำ เส้นสีที่พาดผ่านท้องฟ้าปรากฏการณ์ธรรมชาติหลังฝนตกที่ปัจจุบันไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนักโดยเฉพาะเมืองหลวงเพราะผู้คนอยู่แต่ในตึกและเอาแต่ก้มหน้าไสลค์หน้าจอหรือวันๆเอาแต่คลิ๊กกดไลค์ ต่างจากชาวบ้านตามต่างจังหวัดที่มักจะคอยมองหลังฝนตกว่าจะมีรุ้งกินน้ำสีสวยสดใสให้ได้ชมกันไหม ซึ่งรุ้งกินน้ำนั้นเกิดจากแสงแดดส่องกระทบกับละอองน้ำทำให้เกิดการหักเหของแสงและทำให้เราเห็นเป็นเส้นสี 7 สีที่สวยงาม แต่ใครจะรู้ว่ามีความเชื่อเกี่ยวกับรุ้งกินน้ำกับเขาด้วย เชื่อหรือไม่ว่าเรื่องของความเชื่อเรื่องรุ้งกินน้ำนั้นมีหลายหลากและหลายชนชาติด้วยซึ่งวันนี้เราจะมาเล่าให้ฟัง ความเชื่อต่างๆเกี่ยวกับรุ้งกินน้ำ ห้ามชี้รุ้งกินน้ำที่อยู่ทางทิศตะวันออก ความเชื่อ นี้มีอยู่ในประเทศจีนโดยเชื่อกันว่าหากใครชี้ไปที่รุ้งกินน้ำในทิศดังกล่าวจะประสบแต่โชคร้ายและอาจทำให้นิ้วที่ชี้นัดเกิดอุบัติเหตุหรือมีแผล ซึ่งคล้ายๆกับที่คนไทยบอกว่าห้ามชี้รุ้งกินน้ำเดี๋ยวนิ้วจะขาด นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในประเทศทิเบตซึ่งเขาเชื่อกันว่า คนทิเบตคนแรกนั้นเดินลงมาจากรุ้งกินน้ำจากฟ้าสู่ขุนเขาและเป็นต้นกำเนิดของความเชื่อที่ว่าหากชาวทิเบตคนไหนที่ฝักใฝ่ในธรรมะและศึกษาจนบรรลุเมื่อตายไปจะกลายเป็นรุ้งกินน้ำด้วย ส่วนละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงของเราอย่างกัมพูชาเชื่อกันว่า รุ้งกินน้ำ คือคันศรของของพระอินทร์ที่กำลังโก่งคันยิง ส่วนบ้านเรานั้นอย่างที่บอกคือหาก ชี้รุ้งกินน้ำนิ้วจะขาด จะด้วนต้องแก้เคล็ดโดยการเอามือเช็ดก้น และยังมีความเชื่อของคนมอญที่ว่ากันว่าชี้รุ้งกินน้ำแล้วจะโชคร้าย จริงไม่จริงไม่รู้ได้ยินแต่เขาบอกมา เรื่องความเชื่อนั้นเราคงบอกไม่ได้ว่าจริงหรือไม่จริงเพราะก็ชี้กันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่คนสมัยนี้ยุคนี้อาจไม่เคยได้รู้จักเรื่องราวแบบนี้และเห็นเป็นเรื่องงมงายหรือนิทานหลอกเด็ก แต่เราเชื่อว่าผู้ใหญ่ในสมัย โบราณ นั้นอาจจะเล่าเรื่องนี้เป็นกุศโลบายอะไรสักอย่างเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติแบบนี้ หรือมีที่มาที่ไปแบบที่เราคาดไม่ถึงเช่น มีคนไปชี้แล้วประสบอุบัติเหตุ หรือเห็นเงาอะไรสักอย่างจึงคิดเป็นเรื่องราวขึ้นมา เรื่องแบบนี้มันก็เป็นความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยรอบตัวที่เราสามารถเอาไว้เล่าเป็นนิทานก่อนนอนให้ลูกหลานฟังก็ได้ อย่าคิดว่ามันไร้สาระเพราะอะไรๆบางอย่างที่ไร้สาระมันก็กลายเป็นสาระได้เช่นกัน ติดตาม หวยออนไลน์ ได้ที่ แอดไลน์ไอดี @lotto88 หรือกดลิ้งค์นี้

ตำนานสิ่งมีชีวิตลี้ลับทั่วโลก ตอน Ebu Gogo คนจิ๋วแต่แจ๋ว

ตำนานสิ่งมีชีวิตลี้ลับทั่วโลก ตอน Ebu Gogo คนจิ๋วแต่แจ๋ว

  มาทำความรู้จักกันก่อนเลยนะคะ กับ Ebo Gogo สิ่งมีชีวิตลี้ลับอีกชนิดหนึ่งคงเป็น เจ้าตัวนี้ Ebu Gogo ซึ่งตามตำนานมีการบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งมีหลายคนได้ค้นพบเจ้าสัตว์ลึกลับชนิดหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มคนตัวเล็กๆอาศัยอยู่ด้วยกัน มีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์ในสมัยนั้นมากๆพวกมันมีแขนยาว และการเดินเหมือนมนุษย์ สูงประมาณหนึ่งเมตรเท่านั้น มีขนดกคลุมทั้งตัว พวกมันมักจะพึมพำคุยกันด้วยภาษาที่พวกมนุษย์ไม่เข้าใจเพราะเชื่อกันว่าเป็นภาษาเฉาะของพวกเขาเท่านั้น พวกเขามีถิ่นที่อยู่อาศัยภายในเกาะ Flores เป็นเกาะที่มีป่าร้อนชื้นของอินโดนีเซียที่ยังไม่เคยมีใครสำรวจก็เป็นได้ มาตั้งแต่สมัยโบราณไปจนถึงศตวรรษที่ 19 ก็ได้หายสาบสูญไป   ตามตำนานเล่าขานกันมาว่า ในตำนานมีการเล่ามาว่าพวกเขาเหล่านี้ถูกเรียกว่า “อีบู โกโก” ซึ่งเป็นมนุษย์ตัวเล็กมากๆที่ชอบเข้ามาทำลายพืชและสัตว์ของมนุษย์ที่ได้เลี้ยงและปลูกไว้จนเสียหาย เพื่อใช้กินเป็นอาหาร จนทำให้พวกมนุษย์โกรธแค้นเป็นอย่างมากและได้มีการสืบหาร่องรอยของพวกเขาจนพบและได้ฆ่าพวกเขาเหล่านี้จนสูญพันธุ์ในถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งมีการเขียนบันทึกเป็นภาพฝาผนังด้วย   นักวิทยาศาสตร์ พยายามค้นหาความจริงของ Ebo Gogo ซึ่งต่อมาในปี 2003 เหล่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้มีการออกสำรวจและค้นพบกระดูกพวกเขาเหล่านี้ในถ้ำหินปูนที่มีชื่อว่า Liang Bua และการค้นพบครั้งนี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญมากอีกด้วย เพราะถือว่ากระดูกที่ค้นพบนี่เป็นของมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ และมีการตั้งชื่อเล่นว่า ฮอบบิต อีกด้วย แต่ทว่ามีหลายคนได้ออกมาตั้งประเด็นถกเถียงข้อสันนิษฐานนี้โดยได้บอกว่าซากมนุษย์จิ๋วที่ค้นพบเหล่านี้คือโฮโม ซาเปียนส์ ทั่วไป แต่มีร่างกายที่แคระแกร็นและได้หยุดการเจริญเติบโตไปแล้ว อันเนื่องจากภาวะขาดสารไอโอดีน และสารอาหารสำคัญต่างๆสำหรับเด็กทารกอีกด้วยในระหว่างที่อยู่ในครรภ์มารดา เพราะอันเนื่องจากเกาะแห่งนี้มีอาหารอยู่น้อยนี้เองทำให้ปัจจุบันจึงยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เจ้าพวกนี้มีตัวตนจริงๆหรือไม่ ก็ต้องรอการพิสูจน์ต่อไปในอนาคต จึงทำให้เจ้าตัวนี้เป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับอีกชนิดหนึ่งนั้นเอง

ตำนานสิ่งมีชีวิตลี้ลับทั่วโลก ตอน Shadow People เงามรณะ

ตำนานสิ่งมีชีวิตลี้ลับทั่วโลก ตอน Shadow People เงามรณะ

  เรื่องราวของสัตว์ประหลาดที่มีตัวตนแบบลึกลับ สำหรับเจ้าตัวนี้ไม่พูดถึงคงเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมีอยู่เป็นตัวตนมากๆถูกพูดถึงบ่อยมากในสมัยก่อน ซึ่งน่าจะเป็นปรากฏการณ์ลึกลับมากกว่าจะเรียกว่าสัตว์ลึกลับซะอีกสำหรับเจ้าตัวนี้สำหรับ คนเงา ที่คนทั่วโลกเชื่อว่าได้มีการพบเห็นตัวมันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้เลยทีเดียว เพราะมันอยู่กับคุณแทบทุกที่เลยที่เดียว ใครไม่มีเงาคงได้หลอนกันไปอีกแบบแน่นอน   รูปร่างของมันมีลักษณะคือจะเห็นเป็นเงาที่มีรูปร่างคล้ายคนและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ทั้งๆ ที่พื้นที่ที่มองเห็นมันนั้นโดยรอบนั้นมันไม่มีคนเป็นๆ อยู่เลยแบบจะเป็นเงาใครคงไม่ใช่แน่นอน บางคนก็มองเห็นมันในรูปแบบของเงามืดกึ่งโปร่งใส ไม่มีหน้าไม่มีจมูกมีเพียงดวงตาสีแดงที่จ้องมองเราอีกด้วย และพวกเขาก็จะหายไปทันทีที่มีคนเห็นตัวมันด้วย ถ้าเป็นประเทศไทยคงเป็นผีแน่นอนค่ะ   นอกจากนี้ยังมีการรายงานว่ามีการถูกทำร้ายและถูกล่าโดยสิ่งที่เป็นเงารูปร่างคนด้วยนี้อีกด้วย ซึ่งบางครั้งก็มีการพบเห็นว่ามันมีขนาดตัวมันก็ใหญ่กว่าคนปกติอีกด้วย แน่นอนว่าสำหรับคนไม่เชื่อก็ค้านว่าการที่มองเห็นมันเป็นภาพลวงตาของแสการหักเหของแสงที่ทำให้มองเห็นใหญ่ขึ้น หรืออาจจะเป็นอาการประสาทหลอนที่มองเห็นเงาของตัวเองนั้นกลายเป็นรูปร่างคนขึ้นมา หรืออาจจะเป็น อาการหลับตื่น(Hypnagogoia) ที่บุคคลอยู่สภาพระหว่างนอนและตื่นหรือกึ่งหลับกึ่งตื่นนั้นเอง ทำให้มองเห็นสภาพแวดล้อมและเกิดการจิตนาการเหมือนฝันมองเห็นเงาเหล่านี้เคลื่อนที่อิสระได้ด้วย  จึงไม่สามารถสรุปได้ว่ามันมีตัวตนจริงๆหรือว่ามันเป็นเพียงจินตนาการของคนเราเท่านั้น

สะพึ่ง ขนลุก180 องศา ตำนานความเชื่อเรื่อง ผีพราย ในไทย

สะพึ่ง ขนลุก180 องศา ตำนานความเชื่อเรื่อง ผีพราย ในไทย

  ผีพราย เป็นตำนานความเชื่อของคนไทยที่มีมานานมากอีกตำนานหนึ่ง และเชื่อกันว่าผีพรายนั้นเป็นผีน้ำ ที่คอยหลอกล่อคนให้ตกไปเสียชีวิตในน้ำ อาจจะเป็นเรื่องที่น่ากลัว สยองขวัญ แต่ถ้าได้ศึกษาเรื่องราวจริงๆอาจจะรู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ซึ่งตามความเชื่อนั้นเล่ากันว่า ผีพรายเป็นภูตแบบเดียวกับนางไม้ และมักเป็นผู้หญิงที่รูปลักษณ์จำแลงสวยงาม และมีดวงจิตที่คนทั่วไปมักเห็นเป็นแสงเขียวๆวิบๆวับในน้ำตอนกลางคืน จึงเป็นที่มาของความเชือที่ห้ามเล่นน้ำตอนกลางคืนไม่เช่นนั้นจะเจอผีพรายเอาไปอยู่ด้วย และยังเชื่อกันว่าคนที่ตายในน้ำด้วยการจมน้ำตาย วิญญาณนั้นจะไม่ได้ไปไหนจะวนเวียนอยู่ในน้ำเพื่อหาตัวตายตัวแทนเพราะการที่ตายในน้ำนั้นเป็นเพราะผีพรายตนเก่าหาตัวแทนก่อนที่จะไปยังปรโลกเพื่อชดใช้เวรกรรม นอกจากนี้ยังเชื่อว่าผีพรายมีอยู่ตามลุ่มน้ำทั่วไปทั้งแม่น้ำลำคลอง ยิ่งตามป่าเขาหรือแม่น้ำที่อยู่ในป่าเชื่อกันว่ามีผีพรายคอยดูแล และยังเชื่อกันอีกว่าในสมัยก่อนคนที่มีวิชาอาคมมักเรียกผีพรายมาใช้งานในด้านต่างๆ เช่น ทำร้ายคนที่เป็นศัตรู หรือคุ้มครองตามท่าน้ำเพราะผู้มีวิชาอาคมจะสามารถสะกดผีพรายไว้ใช้งานได้ และในสมัยก่อนยังเชื่อว่าผีพรายมักแปลงร่างเป็นสาวสวยมาหลอกหนุ่มๆให้เดินตามลงน้ำเพื่อให้ตายและเป็นการสร้างพลังให้กับผีพรายตนนั้นอีกด้วย แต่ความเชื่อนี้ยังคงมีอยู่ในบ้านเราโดยเฉพาะตามต่างจังหวัด เราจึงมักเห็นผู้คนที่บ้านอยู่ริมน้ำไม่นิยมออกมานั่งเล่นหรือ อาบน้ำที่ท่าน้ำกันตอนกลางคืนส่วนมากพอพลบค่ำก็จะเข้าบ้านกันหมดเพราะยังเชื่อเรื่องผีพรายกันอยู่ ยิ่งหากมีคนจมน้ำตายบ่อยๆในละแวกคุ้งน้ำนั้นๆยิ่งทำให้ความเชื่อชัดเจนยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีการพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าบางสิ่งที่อยู่ในน้ำที่เราเห็นเป็นแสงนั้น เกิดจากพืชตายน้ำ หรือคนที่ตายในน้ำนั้นว่ายน้ำไม่เป็น หรือ เกิดอุบัติเหตุจนจมน้ำตาย แต่หลายๆคนก็ยังคิดว่าเป็นเพราะผีพรายมาเอาไป และบางคนบางกลุ่มอย่างเช่นกลุ่มที่หากินในป่าอย่างพรานป่า หรือคนหาของป่า คนเหล่านี้มักเชื่อว่าแหล่งน้ำในป่า เช่นน้ำตก แอ่งน้ำต่างๆ นั้นมีผีพรายคอยดูแลปกปักษ์รักษา จึงเชื่อกันว่าหากเขาป่าและค้างแรมในป่าใกล้ๆแหล่งน้ำนั้น ในตอนกลางคืนได้ยินเสียงเรียกห้ามตอบรับโดยเด็ดขาด หรือเห็นใครเดินลงน้ำห้ามเดินตาม ให้ดูให้แน่ชัดว่าเป็นคนในคณะที่เดินทางจริงๆ ไม่เช่นนั้นอาจจมน้ำตายเพราะผีพรายพาลงไป

ตำนานความเชื่อเรื่องนางกวัก เรียกเงินเรียกทอง ไหลมาเทมา

เรื่องลี้ลับความเชื่อนางกวัก เรียกเงินเรียกทอง ไหลมาเทมา

  นางกวัก เป็นเรื่องของตำนานควาเชื่อ ความศรัทธา ที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน โดยเฉพาะคนค้าขาย แต่คุณรู้ไหมว่าเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของ นางกวัก นั้นมีความเป็นมาอย่างไร และทำไมถึงกลายเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเรื่องราวของนางกวักตามตำนานเล่าขานกันว่า   ความเชื่อเรื่องนางกวักนั้นมีต้นกำเนิดในถิ่นประเทศไทยมาช้านาน เป็นความเชื่อดังเดิมของคนโบราณที่ยุคนั้นยังเป็นชนเผ่าต่างๆ ซึ่งนางกวักนั้นเป็นเรื่องความเชื่อของชนกลุ่ม ไท-กะไดที่เชื่อกันว่านางกวักคือวิญญาณของผีที่คอยเรียกเงินเรียกต้องและดูแลกิจการร้านค้าจึงมีการสร้างรูปปั้นไว้คอยบูชา แต่ต่อมาความเชื่อเรื่องนางกวักได้เปลี่ยนไปหลังจากได้รับวัฒนธรรมของศาสนาฮินดู จึงกลายเป็นการสร้างเรื่องราวและตำนานใหม่ ซึ่งเป็นที่แพร่หลายในปัจจุบันว่า นางกวักเดิม แต่เดิมเป็นมนุษย์ที่เกิดมาในครอบครัวค้าขายในแคว้น มัจฉิกาสัณฑ์ โดยเป็นสาวสวยมีนามว่า สุภาวดี และนางมักจะติดตามบิดาไปค้าขายยังแคว้นต่างๆเสมอ และนางสุภาวดี ได้มีโอกาสพบกับ พระกัสสปเถระเป็นพระอริยสงฆ์ที่ได้แสดงธรรมในเส้นทางที่นางไปค้าขายกับบิดา นางจึงหยุดฟังธรรมหลังจากสุภาวดีฟังธรรมเทศนาอย่างตั้งใจแล้ว พระกัสสปเถระเจ้าได้กำหนดจิตเป็นอำนาจจิตพระอรหันต์ ประสิทธิ์ประสาทพรให้สุภาวดีและครอบครัว ซึ่งทุกครั้งที่นางเดินทางผ่านเส้นทางนี้นางจะแวะฟังธรรมทุกครั้ง แต่ไม่ใช่นางจะได้รับพรจากพระกัสสปเถระ เท่านั้นนางยังได้รับพรจาก พระสิวลีเถระเจ้าซึ่งได้ประสาทพรให้นางด้วยเช่นกันซึ่งพรที่ พระสิวลีเถระเจ้า ได้ประทานให้นางนั้นคือ  “ขอให้เจริญรุ่งเรืองไพบูลย์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง จากการค้าขายสินค้าต่างๆสมความปรารถนาเถิด” ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ครอบครัวของนางสุภาวดี ค้าขายร่ำรวย จนกระทั่งเมื่อนางสิ้นชีวิต ชาวบ้านจึงได้ทำรูปปั้นของนาง นางสุภาวดี ไว้กราบไหว้บูชาและขอพรให้ค้าขายร่ำรวย เพราะตลอดเวลาที่นางสุภาวดี มีชีวิตอยู่นางอยู่ในศีลธรรมให้ความเคารพต่อศาสนาและสร้างบุญกุศลอย่างต่อเนื่องทำให้ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนมากมาย และนี่ตำนานเรื่องเล่าของนางกวัก   ส่วนความเชื่อที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในทุกวันนี้นั้น คือการบูชานางกวักแล้วจะค้าขายดี ค้าขายร่ำรวย ซึ่งมักนิยมเช่านางกวักจากวัดดังๆ มาบูชายิ่งวัดไหนดังยิ่งได้รับความเชื่อถือมาขึ้น ว่านางกวักนั้นผ่านการปลุกเสกและมีวิญญาณของเทพยดามรสิงสถิต ซึ่งจะทำให้ค้าขายได้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งตามความเชื่อนั้นจะบูชานางกวักด้วยน้ำแดงและอาหารคาวหวาน […]

wordpress hit counter